แต่ละวันคุณต้องการแคลอรีเท่าไร
ความต้องการแคลอรีในแต่ละวันขึ้นอยู่กับร่างกาย กิจวัตร และเป้าหมายของคุณ จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน คู่มือนี้อธิบายวิธีประเมินและปรับเป้าหมายโดยใช้ข้อมูลที่คุณบันทึกไว้อยู่แล้ว
เป้าหมายแคลอรีต่อวันหมายถึงอะไร
แคลอรีเป็นหน่วยที่ใช้บอกพลังงาน อาหารและเครื่องดื่มให้พลังงาน ส่วนร่างกายใช้พลังงานเพื่อให้มีชีวิตอยู่ ย่อยอาหาร และเคลื่อนไหว เป้าหมายแคลอรีต่อวันคือการประเมินปริมาณพลังงานที่อาจเหมาะกับความต้องการของคุณเมื่อดูในระยะหนึ่ง

ความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกันและเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละวัน วันที่อยู่บ้านแบบสบาย ๆ ย่อมต่างจากวันที่เดิน ยกของ หรือออกกำลังกาย โดยทั่วไป การดูค่าเฉลี่ยจากหลายวันมีประโยชน์กว่าการคาดหวังให้ทุกวันเหมือนกัน
- พลังงานที่ใช้กับการทำงานพื้นฐานของร่างกาย
- พลังงานที่ใช้ย่อยและจัดการกับอาหาร
- พลังงานที่ใช้ระหว่างเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
- พลังงานที่ใช้ระหว่างออกกำลังกายตามแผน
อะไรมีผลต่อความต้องการแคลอรีของคุณ
ขนาดร่างกาย อายุ และองค์ประกอบของร่างกาย ล้วนมีส่วนกำหนดว่าคุณใช้พลังงานเท่าไร โดยทั่วไป ร่างกายที่ใหญ่กว่าต้องใช้พลังงานในการดูแลรักษามากกว่าร่างกายที่เล็กกว่า ขณะที่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออื่น ๆ ก็ใช้พลังงานไม่เหมือนกัน รายละเอียดเหล่านี้อธิบายได้ว่าทำไมคนสองคนที่มีกิจวัตรคล้ายกันจึงอาจต้องการพลังงานต่างกัน

กิจวัตรประจำวันก็สำคัญเช่นกัน งานที่ต้องเคลื่อนไหวเป็นประจำอาจใช้พลังงานมากกว่างานที่นั่งเป็นส่วนใหญ่ แม้ยังไม่นับการออกกำลังกาย การนอนหลับ ความเครียด การเปลี่ยนแปลงกิจวัตร และช่วงต่าง ๆ ของชีวิต ก็ส่งผลต่อความอยากอาหาร กิจกรรมที่ทำ และความเหมาะสมของค่าประมาณได้
- อายุ ส่วนสูง และน้ำหนักปัจจุบัน
- เวลาที่ใช้ไปกับการนั่งหรือเคลื่อนไหวในแต่ละวัน
- ประเภท ระยะเวลา และความถี่ของการออกกำลังกาย
- เป้าหมายปัจจุบัน เช่น รักษาน้ำหนักหรือค่อย ๆ ปรับน้ำหนัก
- การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรเมื่อเวลาผ่านไป
วิธีคำนวณค่าประมาณแคลอรี
เครื่องคำนวณแคลอรีส่วนใหญ่เริ่มจากประเมินพลังงานที่ร่างกายใช้ขณะพัก จากนั้นจึงนำระดับกิจกรรมมาคำนวณเพิ่ม เพื่อรวมการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายตามปกติ ผลลัพธ์นี้มักเรียกว่า พลังงานที่ใช้ทั้งหมดต่อวัน ซึ่งหมายถึงพลังงานโดยประมาณที่คุณใช้ตลอดทั้งวัน

การเลือกระดับกิจกรรมมักเป็นส่วนที่คลาดเคลื่อนได้มากที่สุด การออกกำลังกายตามแผนจำได้ง่าย แต่การเดิน ทำงานบ้าน เดินทาง และการยืนก็ใช้พลังงานเช่นกัน เลือกคำอธิบายที่ตรงกับทั้งสัปดาห์ของคุณ ไม่ใช่แค่ชั่วโมงที่มีกิจกรรมมากที่สุด
ให้มองผลลัพธ์เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ค่าที่วัดได้จริง สมการใช้ข้อมูลโดยรวม จึงไม่อาจครอบคลุมรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับกิจวัตรหรือองค์ประกอบร่างกายของคุณ บันทึกอาหารและรูปแบบที่เห็นในระยะยาวช่วยให้ตัดสินได้ว่าค่าประมาณนี้เหมาะหรือไม่
- กรอกข้อมูลปัจจุบัน ไม่ใช่น้ำหนักหรือกิจวัตรเมื่อก่อน
- นับการเคลื่อนไหวตามปกติในแต่ละวันควบคู่กับการออกกำลังกาย
- ใช้ข้อมูลจากสัปดาห์ทั่วไป ไม่ใช่สัปดาห์ที่ยุ่งหรือเงียบเป็นพิเศษ
- ใช้ค่าประมาณเริ่มต้นเดิมนานพอที่จะสังเกตเห็นรูปแบบ
ปรับค่าประมาณให้เข้ากับเป้าหมาย
หากน้ำหนักโดยรวมคงที่เมื่อเวลาผ่านไป ปริมาณพลังงานที่รับโดยเฉลี่ยอาจใกล้เคียงกับพลังงานที่ใช้ หากต้องการรักษาน้ำหนัก รูปแบบการกินที่ทำอยู่ก็อาจมีประโยชน์พอ ๆ กับค่าประมาณจากเครื่องคำนวณ การเปลี่ยนแปลงในแต่ละวันไม่ได้หมายความว่าเนื้อเยื่อในร่างกายเปลี่ยนเสมอไป เพราะอาหาร ของเหลว และการย่อยตามปกติก็มีผลต่อน้ำหนักตัวเช่นกัน

หากต้องการค่อย ๆ ปรับน้ำหนัก ปริมาณแคลอรีที่รับต้องแตกต่างจากพลังงานที่ใช้เมื่อดูในระยะหนึ่ง ระดับความแตกต่างที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับแต่ละคน จึงไม่มีการปรับแบบเดียวที่ควรใช้กับบันทึกอาหารของทุกคน เป้าหมายควรยังเปิดโอกาสให้กินมื้ออาหารที่อิ่มอร่อยและหลากหลาย
เป้าหมายของคุณอาจเกี่ยวกับสมรรถภาพ การฟื้นตัว หรือเพียงต้องการกินให้สม่ำเสมอขึ้น ในกรณีนี้ ช่วงเวลาที่กิน การเลือกอาหาร และการได้รับพลังงานโดยรวมให้เพียงพอ อาจสำคัญพอ ๆ กับการกำหนดตัวเลขที่เป๊ะ อย่ามองว่าการกินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้คือเป้าหมายที่ดีที่สุด
- รักษาน้ำหนัก: เปรียบเทียบปริมาณที่รับโดยเฉลี่ยในปัจจุบันกับแนวโน้มระยะยาว
- ลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป: ปรับปริมาณเล็กน้อยแล้วดูผลลัพธ์
- เพิ่มน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป: เพิ่มอาหารอย่างสม่ำเสมอและติดตามรูปแบบโดยรวม
- สมรรถภาพ: พิจารณาความต้องการพลังงานในช่วงที่ทำกิจกรรมมาก
ใช้บันทึกอาหารเพื่อปรับตัวเลขให้เหมาะขึ้น
เริ่มจากเป้าหมายที่ประเมินไว้ แล้วเปรียบเทียบกับสิ่งที่คุณบันทึกอยู่แล้ว ดูค่าเฉลี่ยจากหลายวันธรรมดาต่อเนื่องกัน แทนการตัดสินจากวันที่กินมากหรือน้อยเพียงวันเดียว ตรวจดูว่าบันทึกเครื่องดื่ม น้ำมันที่ใช้ปรุง ซอส ของว่าง และขนาดส่วนอาหารอย่างสม่ำเสมอหรือไม่

จากนั้นดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป หากปริมาณที่กินและผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้เป็นไปในทิศทางที่คาด เป้าหมายนี้ก็อาจทำได้จริง หากยังไม่เห็นรูปแบบชัดเจน ให้เก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอต่อไปก่อนปรับเปลี่ยนอีกครั้ง
ปรับแผนทีละอย่าง เพื่อให้เข้าใจผลที่เกิดขึ้นได้ การปรับมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปริมาณที่กินอยู่ กิจวัตร และเป้าหมาย การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บ่อย ๆ อาจทำให้ตีความบันทึกได้ยากขึ้น
- เปรียบเทียบรูปแบบรายสัปดาห์แทนการดูวันใดวันหนึ่ง
- จดมื้ออาหารที่ไม่ปกติ การเดินทาง และการเปลี่ยนแปลงกิจกรรม
- ใช้วิธีเดิมในการประเมินขนาดส่วนอาหาร
- ดูแนวโน้มก่อนเปลี่ยนเป้าหมาย
- คำนวณใหม่เมื่อร่างกายหรือกิจวัตรเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
แคลอรีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวม
เป้าหมายแคลอรีบอกปริมาณพลังงาน แต่ไม่ได้บอกคุณภาพทั้งหมดของมื้ออาหาร โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตให้พลังงานประมาณ 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม ส่วนไขมันให้ประมาณ 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม อาหารแต่ละชนิดยังต่างกันในเรื่องใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ เนื้อสัมผัส และความรู้สึกอิ่ม
จัดมื้ออาหารจากอาหารที่ช่วยให้ถึงเป้าหมายและตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละวัน จานอาหารที่เหมาะอาจมีแหล่งโปรตีน ผักหรือผลไม้ อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง และไขมันอยู่บ้าง ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการแคลอรี ความอยากอาหาร ความชอบ และกิจกรรมของคุณ
การจดบันทึกควรให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ ไม่ใช่ทำให้ต้องแม่นยำสมบูรณ์แบบ ฉลากอาหาร สูตรอาหาร และการประเมินขนาดส่วนล้วนมีความคลาดเคลื่อนได้บ้าง พยายามใช้วิธีบันทึกที่สม่ำเสมอ แล้วใช้รูปแบบที่เห็นมาตัดสินใจอย่างเหมาะสม
- ใส่แหล่งโปรตีนในมื้ออาหารเป็นประจำ
- เลือกคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารสูงเมื่อเหมาะกับคุณ
- กินผักหรือผลไม้ให้ได้ตลอดทั้งวัน
- บันทึกน้ำมัน น้ำสลัด และเครื่องปรุงทาขนมปังอย่างสม่ำเสมอ
- เผื่อพื้นที่ให้กับอาหารที่คุณชอบ