แอปเปิลหรือกล้วย เลือกอะไรดีต่อสุขภาพมากกว่า
แอปเปิลและกล้วยให้ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด มาดูกันว่าทั้งคู่ต่างกันอย่างไร มีผลต่อการบันทึกอาหารอย่างไร และแบบไหนเหมาะกับคุณในแต่ละช่วง
ไม่มีผลไม้ชนิดไหนชนะเสมอไป
แอปเปิลไม่ได้ดีต่อสุขภาพกว่ากล้วยโดยอัตโนมัติ และกล้วยก็ไม่ได้ดีกว่าแอปเปิลเสมอไป ทั้งคู่เป็นผลไม้ทั้งผลที่ให้คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ตัวเลือกที่เหมาะกว่าขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบอะไร กำลังกินอะไรอย่างอื่นอยู่ และตอนนั้นต้องการอะไร

รูปแบบการกินโดยรวมสำคัญกว่าการเลือกผลไม้ที่คิดว่าสมบูรณ์แบบ การกินผลไม้หลากหลายชนิดมีประโยชน์ เพราะผลไม้แต่ละชนิดมีสารอาหารผสมกันต่างออกไป ถ้าคุณชอบทั้งสองอย่าง ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกกินแค่อย่างใดอย่างหนึ่งไปตลอด
- เลือกแอปเปิลเมื่ออยากกินอะไรกรอบสดชื่น
- เลือกกล้วยเมื่ออยากกินอะไรนุ่ม อิ่มท้อง และเพิ่มลงในมื้ออาหารได้ง่าย
- สลับกินทั้งสองอย่างหากชอบทั้งคู่
- เลือกผลไม้ที่คุณมีแนวโน้มจะกินจนหมด มากกว่าปล่อยทิ้งไว้
สารอาหารต่างกันอย่างไร
กล้วยขึ้นชื่อเรื่องโพแทสเซียมและวิตามินบี 6 ส่วนแอปเปิลมีสารประกอบจากพืชหลายชนิด โดยเฉพาะในเปลือก ผลไม้ทั้งสองชนิดมีวิตามินซี แต่ปริมาณจะแตกต่างกันตามสายพันธุ์ ขนาด ความสุก และการเก็บรักษา ไม่มีผลไม้ชนิดใดให้สารอาหารทุกอย่างที่คุณต้องการ

ทั้งคู่ยังมีใยอาหารด้วย แต่ปริมาณที่แน่นอนขึ้นอยู่กับขนาดที่กิน และกินเปลือกแอปเปิลหรือไม่ ใยอาหารช่วยเพิ่มปริมาณให้กับอาหาร และทำให้ของว่างรู้สึกอิ่มท้องขึ้น โดยทั่วไปการกินผลไม้ทั้งผลให้ใยอาหารมากกว่าการดื่มน้ำผลไม้
- ถ้าชอบกินเปลือกแอปเปิล ก็กินทั้งเปลือกได้ โดยล้างผลไม้ก่อน
- กินผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งคู่กับโยเกิร์ต ถั่ว หรืออาหารที่มีโปรตีนสูงชนิดอื่น เพื่อให้เป็นของว่างที่อิ่มท้องขึ้น
- กินผลไม้สีต่าง ๆ สลับกันตลอดสัปดาห์ เพื่อให้ได้สารอาหารหลากหลายยิ่งขึ้น
แคลอรี ปริมาณต่อชิ้น และการบันทึกอาหาร
ในแอปบันทึกอาหารบางแอป กล้วยอาจดูมีแคลอรีสูงกว่าแอปเปิล แต่บ่อยครั้งเป็นเพราะเลือกปริมาณต่อชิ้นไม่เท่ากัน ผลไม้ชิ้นใหญ่ย่อมมีเนื้อกินได้มากกว่าชิ้นเล็ก ข้อมูลที่แม่นยำที่สุดคือรายการที่ตรงกับขนาดหรือน้ำหนักส่วนที่กินได้ของผลไม้ที่คุณกินมากที่สุด

ตรวจดูว่าแอปแสดงผลไม้ขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ และรายการนั้นรวมน้ำหนักส่วนที่กินไม่ได้ด้วยหรือไม่ สำหรับกล้วย เปลือกไม่ใช่ส่วนที่กิน ส่วนแอปเปิลอาจไม่นับแกนกลาง แต่โดยทั่วไปจะนับเปลือกด้วยหากคุณกิน
- เลือกรายการในฐานข้อมูลที่ตรงกับขนาดผลไม้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
- ใช้น้ำหนักส่วนที่กินได้ หากมีวิธีชั่งที่เชื่อถือได้อยู่แล้ว
- หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบรายการสองรายการที่ระบุปริมาณต่อชิ้นต่างกัน
- บันทึกรายการที่ใช้เป็นประจำไว้ หากคุณมักกินผลไม้ขนาดใกล้เคียงกัน
ความสุกทำให้กินต่างกัน
เมื่อกล้วยสุกขึ้น แป้งบางส่วนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ทำให้ผลไม้มีรสหวานขึ้นและเนื้อนุ่มกว่าเดิม กล้วยที่ยังเขียวจะเนื้อแน่นและหวานน้อยกว่า ส่วนกล้วยที่มีจุดสีน้ำตาลจะนุ่มกว่าและมักบดได้ง่าย

แอปเปิลก็มีความหวาน ความเปรี้ยว และเนื้อสัมผัสแตกต่างกันมาก แอปเปิลพันธุ์เนื้อกรอบรสเปรี้ยวอาจให้ความรู้สึกต่างจากพันธุ์เนื้อนุ่มรสหวานมาก แม้จะเป็นแอปเปิลเหมือนกัน เลือกระดับความสุกและสายพันธุ์ตามรสชาติที่ชอบ แทนการคิดว่าความสุกช่วงใดช่วงหนึ่งดีต่อสุขภาพกว่าเสมอ
- เลือกกล้วยที่ยังแน่น หากชอบรสหวานน้อยกว่า
- บดกล้วยสุกผสมในโจ๊กหรือโยเกิร์ต
- เลือกแอปเปิลเนื้อกรอบเป็นของว่างที่ต้องใช้เวลาเคี้ยวนานขึ้น
- ใช้แอปเปิลเนื้อนุ่มในเมนูปรุงสุกที่เนื้อสัมผัสไม่สำคัญเท่าไร
เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน
การเปรียบเทียบที่มีประโยชน์ที่สุดมักเป็นเรื่องการใช้งานจริงมากกว่าเรื่องสารอาหาร กล้วยเหมาะกับการคลุกในมื้อเช้า ปั่นให้ข้น หรือกินก่อนหรือหลังขยับร่างกายเมื่ออยากได้คาร์โบไฮเดรตที่คุ้นเคย ส่วนแอปเปิลพกพาสะดวก เนื้อยังคงแน่น และเป็นของว่างกรอบที่อาจใช้เวลากินนานกว่า

ผลไม้ทั้งสองชนิดเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารหรือของว่างที่สมดุลได้ หากกินผลไม้เปล่า ๆ แล้วยังไม่อิ่ม ให้เพิ่มอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนหรือไขมัน แทนที่จะโทษว่าเลือกผลไม้ผิดชนิด ตัวเลือกที่คุณชอบมักเป็นตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพในทางปฏิบัติมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่คุณจะกินจริง ๆ
- มื้อเช้า: กล้วยหั่นชิ้นใส่โจ๊กและโยเกิร์ต
- ของว่างกรอบ ๆ: แอปเปิลหั่นเสี้ยวจิ้มเนยถั่ว
- อาหารกลางวันแบบพกพา: แอปเปิลทั้งผลหรือกล้วยที่ยังแน่น โดยห่อหรือใส่ภาชนะกันช้ำ
- ทำอาหาร: ใส่แอปเปิลหั่นชิ้นในข้าวโอ๊ต หรือบดกล้วยสุกผสมในแป้ง
- เพิ่มความหลากหลาย: สลับกินทั้งสองชนิดควบคู่กับผลไม้อื่น ๆ